Author Topic: CCNA  (Read 2360 times)

Offline ปลาวาฬทราย

  • RMUTT CPE IX
  • ผ.บ.ท.อ.
  • จอมพล ขั้น5
  • *
  • Posts: 1582
  • Gender: Male
    • MSN Messenger - pws_admin@thaicpe.com
    • AOL Instant Messenger - ---
    • Yahoo Instant Messenger - ---
    • View Profile
    • ไทยซีพีอี
    • Email
CCNA
« on: June 06, 2009, 09:41:13 PM »
CCNA คือ Cisco Certified Network Associate เป็นบันไดก้าวแรกสำหรับสายงานด้าน Network Implementation และ Network Support
สิ่งที่ควรทราบสำหรับผู้ที่จะสอบ CCNA
1. ข้อสอบเป็นแบบเลือกคำตอบที่ถูกต้อง มีหลายตัวเลือก
2. ไม่สามารถย้อนกลับได้ (ทำไม่ได้ก็ต้องเลือกตอบ)
3. มีเวลา 2 ชั่วโมงเต็ม
4. มีกระดาษทดให้ สำหรับคำนวณในข้อสอบแล็ป
5. ลงทะเบียนในการสอบ ต้องลงทะเบียนล่วงหน้า 2-3 วัน
6. หากจะสอบใหม่ สามารถลงทะเบียนหลังจากสอบไม่ผ่าน 2สัปดาห์
7. ข้อสอบมี 55-65 ข้อ ไม่ต้องรีบ ควรอ่านคำถามให้ดีก่อนตอบ
8. ไปถึงที่สอบก่อนสัก ชม. กำลังดี จริงๆ ถ้าไปถึงก่อนจะขอสอบก่อนเลยก็ได้
เนื้อหา
  • Internetworking Concepts Overview
    OSI Model (OSI 7 Layer)
    โมเดลมาตรฐาน OSI 7 เลเยอร์

      รูป แสดง OSI Model 7 เลเยอร์
    หน้าที่ของแต่ละเลเยอร์
     Application Layer
     เป็นเลเยอร์ที่กำหนดอินเตอร์เฟซระหว่างแอปพลิเคชันที่ทำงานบนเครื่องคอมพิวเตอร์กับซอฟต์แวร์สื่อสารต่างๆ ที่ทำงานอยู่บนเครื่องคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างเช่น เว็บเบราเซอร์ถือว่าเป็นแอปพลิเคชันที่ทำงานอยู่บนเครื่องคอมพิวเตอร์ เมื่อมันต้องการรับส่งข้อมูลเว็บเพจกับเครื่องเซิร์ฟเวอร์ มันจะอาศัยความสามารถของเลเยอร์ 7 ในการอินเตอร์เฟซกับซอฟต์แวร์สื่อสารในเลเยอร์ต่างๆ ระดับล่างเพื่อให้ได้มาซึ่งเว็บเพจที่ัมันต้องการ
     Presentation Layer
     จุดประสงค์หลักของเลเยอร์นี้ก็คือ กำหนดฟอร์แมตของการสื่อสาร อย่างเช่น ASCII Text, EBCDIC, ไบนารี (binary) และ JPEG การเข้ารหัสก็รวมอยู่ในเลเยอร์นี้ด้วย ตัวอย่างเช่น โปรแกรม FTP ต้องการรับส่งโอนย้ายไฟล์กับเครื่องเซิร์ฟเวอร์ปลายทาง โปรโตคอล FTP จะอนุญาตให้ผู้ใช้ระบุฟอร์แมตของข้อมูลที่โอนย้ายกันได้ว่าเป็นแบบ ASCII Text หรือเป็นแบบไบนารี
     Session Layer
     เป็นเลเยอร์ที่ควบคุมการสื่อสารจากต้นทางไปยังปลายทางแบบ End to End และคอยควบคุมช่องทางการสื่อสารในกรณีที่มีหลายๆ โปรเซสต้องการรับส่งข้อมูลพร้อมๆ กันบนเครื่องเดียวกัน และยังให้อินเตอร์เฟซสำหรับแอปพลิเคชันเลเยอร์ด้านบนในการควบคุมขั้นตอนการทำงานของโปรโตคอลในระดับ Transport/Network อย่างเช่น Socket ที่ใช้ในยูนิกซ์ หรือ Windows Socket ที่ใช้ในวินโดวส์ ซึ่งได้ให้ Application Programming Interface (API) แก่ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ในระดับบนสำหรับการเขียนโปรแกรมเพื่อควบคุมการทำงานของโปรโตคอล TCP/IP ในระดับล่าง
     Transport Layer
     เป็นเลเยอร์ที่มีหน้าที่หลักๆ ในการแบ่งข้อมูลในเลเยอร์บนให้พอเหมาะกับการจัดส่งไปในเลเยอร์ล่าง (segmentation), ทำหน้าที่ประกอบรวมข้อมูลต่างๆ ที่ได้รับมาจากเลเยอร์ล่าง (assembly) และให้บริการในการแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดข้อผิดพลาดขึ้นในระหว่างทางของการส่ง (error recovery) หน่วยของข้อมูลในเลเยอร์นี้มักถูกเรียกว่า Segment ตัวอย่างของโปรโตคอลในเลเยอร์นี้่ที่รู้จักกันดีก็คือโปรโตคอล TCP และ UDP
     Network Layer
     เป็นเลเยอร์ที่มีหน้าที่หลักในการส่งแพ็กเก็ตจากเครื่องต้นทางใ้ห้ไปถึงเครื่องปลายทางด้วยความพยายามที่ดีที่สุด (best effort delivery) เลเยอร์นี้จะกำหนดให้มีการตั้งลอจิคัลแอดเดรสขึ้นมาบนเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สื่อสารเพื่อใช้ระบุตัวตน ตัวอย่างของโปรโตคอลเลเยอร์นี้ได้แก่ โปรโตคอล IP และลอจิคัลแอดเดรสที่ใช้ก็คือหมายเลข IP Address นั่นเอง
     เลเยอร์นี้เป็นเลเยอร์ที่เกี่ยวข้องกับซิสโก้เร้าเตอร์มากที่สุด มันจะให้บริการใน Network Layer โดยตรง เมื่อมันได้รับแพ็กเก็ตมาจากเครื่องคอมพิวเตอร์ มันก็จะพยายามหาให้ได้ว่าจะส่งแพ็กเก็ตออกไปทางอินเตอร์เฟซไหนของมัน เพื่อให้ไปถึงยังเครื่องคอมพิวเตอร์ปลายทางให้ได้ โปรโตคอลที่ทำงานในเลเยอร์นี้จะไม่ทราบว่าแพ็กเก็ตจริงๆ แล้วไปถึงเครื่องปลายทางหรือไม่ หน้าที่ของการยืนยันว่าข้อมูลได้ไปถึงปลายทางจริงๆ แ้ล้วก็คือหน้าที่ของ Transport Layer นั่นเอง
     หน่วยของการรับส่งข้อมูลในเลเยอร์นี้คือ "แพ็กเก็ต (packet)"
     อย่างเช่น Connection-Oriented Network Protocol CONP หรือบริการแบบ Connectionless (การส่งข้อมูลแบบไม่มีการสร้า้งการเชื่อมต่อกัน) เช่น Connectionless network Protocol CLNP
     Datalink layer
     รับผิดชอบในการส่งข้อมูลบนเน็ตเวิร์กแต่ละประเภทเช่น Ethernet, Token Ring, FDDI หรือบน WAN ต่างๆ และดูแลเรื่องการห่อหุ้มข้อมูลจากเลเยอร์บนเช่นแพ็กเก็ต IP ไว้ภายใน "เฟรม" และส่งจากต้นทางไปยังอุปกรณ์ตัวถัดไป เลเยอร์นี้จะเข้าใจได้ถึงกลไกและอัลกอริทึมรวมทั้งฟอร์แมตของเฟรมที่ต้องใช้ในเน็ตเวิร์กประเภทต่างๆ เป็นอย่างดี
     ในเน็ตเวิร์กแบบอีเทอร์เน็ต การสื่อสารในเลเยอร์นี้จะมีการระบุหมายเลขแอดเดรสของเครื่อง/อุปกรณ์ต้นทางกับเครื่อง/อุปกรณ์ปลายทางด้วยฮาร์ดแวร์แอดเดรสที่เรียกว่า MAC Address ผู้ใ้ช้งานอีเทอร์เน็ตจะพบว่า เน็ตเวิร์กการ์ดที่เสียบอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ต้องมีหมายเลข MAC Address กำกับอยู่เสมอ MAC Address นี้เป็นแอดเดรสที่ฝังมากับฮาร์ดแวร์ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโดยผู้ใช้ปลายทางได้ MAC Address เป็นตัวเลขขนาด 6 ไบต์ 3 ไบต์แรกจะได้รับการจัดสรรโดยองค์กรกลาง IEEE ให้กับผู้ผลิตแต่ละราย ส่วนตัวเลข 3 ไบต์หลังนั้น ทางผู้ผลิตจะไปกำหนดเอง
     หน่วยของการรับส่งข้อมูลในเลเยอร์นี้คือ "เฟรม (frame)"
     Physical Layer
     เลเยอร์นี้จะกำหนดมาตรฐานของสัญญาณทางไฟฟ้าและมาตรฐานของคอนเน็กเตอร์เชื่อมต่อต่างๆ รวมถึงมาตรฐานของสายเคเบิลที่จำเป็นต้องใช้ เช่น มาตรฐานสาย CAT ประเภทต่างๆ, มาตรฐานของหัวต่อเชื่อม V.35 ที่ใช้ใน WAN และมาตรฐาน RS232 เป็นต้น รวมทั้งแรงดันทางไฟฟ้าและรูปแบบการรับส่งบิตข้อมูลที่เกิดขึ้นในสื่อนำสัญญาณ
    สาเหตุของการแบ่งโปรโตคอลออกเป็น 7 Layer ตามมาตรฐาน OSI
    ดังที่ได้ทราบกันว่าโปรโตคอลหมายถึง ข้อกำหนดหรือข้อตกลงในการสื่อสารข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ที่ทำงานบนระบบเครือข่าย เครื่องคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ใดๆ ที่จะรับส่งข้อมูลกันได้ควรจะมีการสร้างความเข้าใจต่อกันเกี่ยวกับฟอร์แมตของข้อมูลและสถานะการทำงานต่างๆ แต่เนื่องจากองค์ประกอบต่างๆ ภายในข้อกำหนดที่จะทำให้การสื่อสารระหว่างเครื่องสองเครื่องหรือมากกว่าสำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี มีอยู่หลายองค์ประกอบด้วยกัน และเป็นการยากที่จะมีผู้ผลิตรายไหนที่สามารถสร้างองค์ประกอบต่างๆ ขึ้นมาได้ด้วยตนเองทั้งหมด ดังจะได้เห็นจากตัวอย่างการทำงานของแต่ละเลเยอร์ดังนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแต่ละเลเยอร์นั้นมักจะมีผู้ำชำนาญเฉพาะทางเข้ามารับผิดชอบในการผลิตฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ขึ้นมาทำงาน
     + ในระดับ Physical Layer ซึ่งเป็นระดับล่างสุดที่เกี่ยวข้องกับสายเคเบิลและการ Wiring สายโดยตรง เราก็จะต้องมีผู้ผลิตสายเคเบิลประเภทต่างๆ ขึ้นมา อย่างเช่น สายไฟเบอร์ออปติก สาย UTP CAT5, CAT5E และ CAT6 ผู้ผลิตเหล่านี้ก็อย่างเช่น AT&T, AMP เป็นต้น นอกจากนั้น เลเยอร์นี้จะกำหนดมาตรฐานในการรับส่งสัญญาณทางไฟฟ้า (electrical signal) บนสายเคเบิลนั้นๆ ด้วย เช่น ส่งด้วยการหักล้างหรืออาศัยผลต่างของสัญญาณทางไฟฟ้า (ที่ใช้ในสาย UTP) หรือส่งด้วยลำแสง (ที่ใช้ในสายไฟเบอร์) องค์กรที่กำหนดมาตรฐานดังกล่าวนี้ คือ IEEE
     + ในระดับ DataLink Layer ซึ่งเป็นระดับที่กำหนดฟอร์แมตของเฟรมว่าต้องมีฟิลด์ใดบ้าง และกำหนดอัลกอริทึมในการส่งข้อมูลไปบนสายเคเบิล ตัวอย่างของโปรโตคอลในระดับนี้ได้แก่ อัลกอริทึมแบบ CSMA/CD ที่ใช้ในเน็ตเวิร์กแบบอีเทอร์เน็ต และอัลกอริทึมแบบ Token Passing ที่ใช้ในเน็ตเวิร์กแบบ Token Ring ซึ่งอาศัยหลักการว่าใครจับโทเค็น (token) ได้ก็จะมีสิทธิในการส่งข้อมูล ผู้รับผิดชอบในเลเยอร์นี้มักได้แก่ ผู้ผลิตเน็ตเวิร์กการ์ดที่ติดตั้งไว้ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ และผู้ผลิตอุปกรณ์เน็ตเวิร์กต่างๆ
     + ในระดับ Network/Transport โดยปกติผู้สร้างและพัฒนาระบบปฏิบัติการเครือข่ายมักจะสร้างไดรเวอร์สำหรับโปรโตคอลในเลเยอร์ Network/Transport มาให้พร้อมกับระบบปฏิบัติการอยู่แล้ว อย่างเช่น ใน UNIX และใน Windows NT, 2000, 2003 จะมีไดรเวอร์สำหรับโปรโตคอล TCP/IP บรรจุอยู่ภายใน โปรโตคอล TCP/IP ทำงานอยู่ในเลเยอร์ Network และ Transport โดยโปรโตคอล IP ทำงานในระดับ Network Layer และโปรโตคอล TCP อยู่ในระดับ Transport Layer หรืออีกตัวอย่างหนึ่งทางบริษัทโนเวลผู้ผลิตเน็ตแวร์ก็ได้สร้างไดรเวอร์ของโปรโตคอล IPX/SPX ขึ้นมาทำงานภายในเน็ตแวร์เซิร์ฟเวอร์และเน็ตแวร์ไคลเอนต์ของตน นอกจากนั้นผู้ผลิตอุปกรณ์เน็ตเวิร์กอย่างซิสโก้ ก็ได้สร้าง "เร้าเตอร์" ขึ้นมาเพื่อรับผิดชอบในการรับส่งแพ็กเก็ตในเลเยอร์ Network ระหว่างเน็ตเวิร์กต่างๆ เช่น รับส่งแพ็กเก็ต IP และแพ็กเก็ต IPX
     + ในระดับ Session/Presentation และ Application ผู้รับผิดชอบในเลเยอร์มักได้แก่ ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์แอปพลิเคชันขึ้นมาทำงานบนเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยอาศัยบริการขึ้นพื้นฐานในการรับส่งแพ็กเก็ตข้อมูลจากเลเยอร์ที่ต่ำกว่า
     เราจะเห็นได้จากคำอธิบายข้างต้นว่า การแบ่งโปรโตคอลออกเป็นหลายๆ เลเยอร์ช่วยทำให้ผู้ผลิตแต่ละรายสามารถพัฒนาฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์สำหรับโปรโตคอลในแต่ละเลเยอร์ได้โดยอิสระ ตามความถนัดและประสบการณ์เฉพาะทางของตนเอง อย่างเช่น AMP ผลิตสื่อนำสัญญาณความเร็วสูงขึ้นมาใช้งานในระดับฟิสิคัลเลเยอร์ ในขณะที่ Intel และ 3COM เป็นผู้ผลิตเน็ตเวิร์กการ์ดขึ้นมาใช้งานในเน็ตเวิร์กแบบอีเทอร์เน็ตซึ่งอยู่ในระดับดาต้าลิงก์เลเยอร์ และไมโครซอฟท์เป็นผู้สร้างไดรเวอร์สำหรับโปรโตคอล TCP/IP ขึ้นมาในระบบปฏิบัติการวินโดวส์ พร้อมทั้งได้ให้ API สำหรับนักพัฒนาโปรแกรมที่ต้องการสร้างแอปพลิเคชันให้ทำงานบนโปรโตคอล TCP/IP
     แต่ในเมื่อมีการแบ่งแยกออกเป็น 7 เลเยอร์แล้ว การทำให้ทั้ง 7 เลเยอร์ทำงานผสมผสานเป็นหนึ่งเดียวกันนั้นก็ต้องอาศัยหลักการส่งผ่านข้อมูลจากเลเยอร์บนคือ เลเยอร์ที่ 7 ลงไปจนถึงเลเยอร์สุดท้ายที่ระดับฟิสิคัลเลเยอร์ในฝั่งผู้ส่ง และมีการส่งผ่านย้อนกลับจากระดับฟิสิคัลเลเยอร์ขึ้นไปจนถึงเลเยอร์ที่ 7 อีกครั้งในฝั่งผู้รับ โดยในการส่งผ่านข้อมูลระหว่างเลเยอร์ที่สูงกว่ากับเลเยอร์ที่ต่ำกว่านั้นจะผ่านทาง "จุดเชื่อมต่อการให้บริการ (service access point)"
     โดยสรุป ข้อดีของการแบ่งออกเป็น 7 เลเยอร์ได้แก่
     + ผู้ผลิตแต่ละรายสามารถทำงานในเลเยอร์ที่ตนถนัดได้อย่างเต็มที่
     + เปิดช่องทางให้อุปกรณ์และซอฟต์แวร์ของผู้ผลิตต่างๆ สามารถทำงานร่วมกันได้
     + ง่ายต่อการพัฒนาโปรโตคอลในแต่ละเลเยอร์และง่ายต่อการเรียนรู้
    ตัวอย่างของโปรโตคอลในแต่ละเลเยอร์
    เลเยอร์ตัวอย่าง
    Application Layer (Layer 7)Telnet, HTTP, FTP, WWW, NFS, SMTP, SNMP
    Presentation Layer (Layer 6)JPEG, ASCII, EBCDIC, TIFF, GIF, MPEG, Encryption
    Session Layer (Layer 5)RPC, SQL, NFS, NetBIOS, Windows Socket, DECNet SCP, AppleTalk ASP
    Transport Layer (Layer 4)TCP, UDP, SPX
    Network Layer (Layer 3)IP, IPX, AppleTalk
    DataLink Layer (Layer 2)Ethernet, Token Ring, IEEE 802.3/202.2, Frame Relay, HDLC, FDDI, ATM
    Physical Layer (Layer 1)EIA/TIA-232, V.35, EIA/TIA-449, RJ-45
    การทำงานของอุปกรณ์เน็ตเวิร์กที่เลเยอร์ที่สองและเลเยอร์ที่สาม
    อุปกรณ์เน็ตเวิร์กที่ทำงานในเลเยอร์ที่สองจะส่งผ่านข้อมูลโดยพิจารณาจากแอดเดรสในเลเยอร์ที่สอง หรือ Media Access Control (MAC) Address เป็นหลัก ส่วนอุปกรณ์เน็ตเวิร์กที่ทำงานในเลเยอร์ที่สามจะส่งผ่านข้อมูลโดยพิจารณาจากแอดเดรสในเลเยอร์ที่สามเป็นหลัก ต้องพิจารณาว่าเป็นเลเยอร์ที่สามของชุดโปรโตคอลใด สำหรับโปรโตคอล IP แอดเดรสในเลเยอร์ที่สามคือ หมายเลข IP Address สำหรับโปรโตคอล IPX แอดเดรสในเลเยอร์ที่สามคือ IPX Network Address
    TCP/IP Model
     โครงสร้างของโปรโตคอล TCP/IP เมื่อเทียบกับมาตรฐาน OSI 7 เลเยอร์

     จากรูปข้างบน จะเห็นได้ว่า โมเดลของ OSI นั้นได้นิยามหน้าที่ของแต่ละเลเยอร์ไว้โดยชัดเจน และเจาะจง แต่สำหรับในโมเดลของ TCP/IP แล้วได้นิยามแต่ละเลเยอร์ไว้อย่างกว้างๆ โดยเลเยอร์บนสุดจะเกี่ยวข้องกับโปรเซสและแอปพลิเคชันต่างๆ ที่ทำงานอยู่บนเน็ตเวิร์กซึ่งครอบคลุมทั้ง 3 เลเยอร์ของโมเดล OSI ตัวอย่างของแอปพลิเคชันในเลเยอร์นี้ก็อย่างที่เราคุ้นเคยกันดีเช่น FTP, SMTP, HTTP, POP3 เป็นต้น แอปพลิเคชันเหล่านี้ได้รับการพัฒนาขึ้นให้มีความสามารถในการทำงานครอบคลุมหน้าีที่ของโปรโตคอลในระดับ Application / Presentation / Session ตามโมเดล OSI ถัดจากนั้นมา โมเดลของโปรโตคอล TCP/IP ได้กำหนดให้มีโปรโตคอลในระดับ Transport Layer อยู่ 2 ประเภทเพื่อการควบคุมการสื่อสารระหว่างโฮสต์ต้นทางกับโฮสต์ปลายทาง ได้แก่ โปรโตคอล TCP (Transmission Control Protocol) และ UDP (User Datagram Protocol) ส่วนเลเยอร์ต่ำลงมาถูกจัดให้เป็นเลเยอร์ของโปรโตคอล IP (Internet Protocol) ซึ่งดูแลในเรื่องของรับส่งแพ็กเก็ตไปบนเน็ตเวิร์กโดยตรง และเลเยอร์สุดท้ายซึ่งคือ Network Interface Layer ถูกจัดให้เป็นเลเยอร์ของเน็ตเวิร์กประเภทต่างๆ ที่เข้ามารองรับโปรโตคอล TCP/IP ข้างต้นทั้งหมด เลเยอร์สุดท้ายนี้จะครอบคลุมเลเยอร์ DataLink และเลเยอร์ Physical ของโมเดล OSI อยู่ภายในตัวเสร็จสรรพ อย่างเช่น เน็ตเวิร์กแบบอีเทอร์เน็ตได้กำหนดวิธีการรับส่งข้อมูลในเลเยอร์ DataLink ด้วยอัลกอริทึมแบบ CSMA/CD และกำหนดมาตรฐานสายเคเิบิลและคอนเน็กเตอร์ต่างๆ ที่ใช้ในอีเทอร์เน็ตอย่างเช่น สาย UTP ประเภทต่างๆ และหัวต่อแบบ RJ45 ไว้ด้วย
    Network Devices in each Layer
    Collision and Broadcast Domain
    IP Addressing and Subnetting
    FLSM, VLSM & CIDR Designing
    Router Configuration
    Principle of IP Routing
  • Principle of Distance Vector Routing Protocol
    RIP version 1, version 2 & IGRP
    Access Control Lists (ACL)
    Network Address Translation (NAT)
    WAN Devices and Connections: CSU/DSU Modem & DSL Modem
    Leased Line: HDLC and PPP Encapsulation
  • Principle of Link State Routing Protocol
    Open Shortest Path First (OSPF)
    Enhance IGRP (EIGRP)
    Route Summarization & CIDR
    Frame Relay
    Virtual Private Networks
    IP Address version 6
  • Ethernet Operation
    Basic Layer2 Switch Operation
    Basic Switch Configuration
    Virtual LAN (VLAN)
    Virtual Trunking Protocol (VTP)
    Spanning Tree Protocol (IEEE802.1D)
    Rapid STP (IEEE802.1W)
    Inter VLAN Routing
    Wireless LANs
    Network Security
250 $
ประสบการณ์ของคนที่ได้เต็ม
Code: [Select]
http://www.thaiadmin.org/board/index.php?topic=84550วิชาที่สอบ
Documents 8)

CCNA Wireless 640-721 Training, Fundamentals, Traffic Flow and AP, LAN, Client, Cisco Mobility Express, Authentication
Code: [Select]
http://www.wirelesstut.com
« Last Edit: May 21, 2012, 02:33:38 PM by ปลาวาฬทราย »
ปลาวาฬทราย
RMUTT CPE IX

" มีแม่เหล็กอยู่ในหัวใจของคุณ ซึ่งจะดึงดูดมิตรแท้ แม่เหล็กชนิดนี้คือ ความไม่เห็นแก่ตัว และการคิดถึงคนอื่นก่อน เมื่อคุณเรียนรู้ที่จะอยู่เพื่อคนอื่น พวกเขาก็จะอยู่เพื่อคุณ "


Offline Toni Montana

  • จ่าสิบตรี ขั้น 1
  • *
  • Posts: 55
    • View Profile
    • Email
Re: CCNA
« Reply #1 on: June 12, 2009, 03:38:13 PM »
ขอบคุณคับ